"ชีวิตผมเปลี่ยนจากคนที่ใช ้ชีวิตไปวันๆ ไหลไปตามกระแส
กลายเป็นคนที่มีพลังฝันอย่า
 งแรงกล้า เพียงเพราะได้อ่านหนังสือเล ่มหนึ่ง 
 
ผมตั้งใจว่าวันหนึ่งหากผมมี
 โอกาสได้เขียนหนังสือสักเล่ 
ผมอยากจะเขียนหนังสือที่สาม
 ารถเป็นแรงบันดาลใจ กำลังใจ และเพื่อนให้กับคนอ่านได้
เผื่อจะมีใครสักคนเปลี่ยนชี วิตเรื่อยๆ เป็นคนที่มีพลัง เหมือนที่ผมเคยได้รับ"

หนังสือ 'อ่านนอกเวลา' เป็นหนังสือเล่มนั้น
เป็นหนังสือที่ผมอยากให้นัก
เรียน/นักศึกษาไทยทุกคนมีโอกาสได้อ่านมันสักครั้ง"
นี่ไม่ใช่การโฆษณาแต่เป็นคว
ามหวังอย่างหนึ่งของผมหลังจากที่หนังสือเล่มนี้ได้วางจำหน่าย" :
วิษณ์(บอย) @ บันทึกจากงานหนังสือ ม.เชียงใหม่

 

 

 

 

ฤดูหนาว ประเทศสเปน
ผมหนีความทุกข์ความเศร้าบางอย่างจากเมืองไทยมาอยู่ที่นี่
แต่ก็ต้องตลกตัวเองเพราะความทุกข์นั้นมันยังคงตามตัวผมมา
การเปลี่ยนสถานที่นั้นไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นได้เลย
...
เธอเป็นคนเอเชียเหมือนผม อยู่ๆ เธอก็เดินเขามาทัก
“Are you Korean, Japanese, Chinese, ...”
ผมตอบกลับมาว่า “I’m Thai” เธอยิ้ม ก่อนจะเอ่ยประโยคหนึ่งออกมา
"ฉัน ขอไปพักกับเธอด้วยคนนะ"
ผมงงมากกับคำประโยคคำถามของเธอ ผมควรจะตอบเธอว่ายังไงดี เพราะแม้แต่ชื่อเธอตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้เลย .
ฉันชื่อ ‘ฟุยุโดริ’ เหมือนเธอรู้
 
ผมก็ไม่รู้ว่าทำไม ผมตอบเธอไปว่า
"ได้สิ แต่ห้องของผมมันเล็กมากเลยนะ ผมไม่แน่ใจว่าคุณจะอึดอัดไหม"
"ไม่หรอกฉันต้องการแค่ที่พักและความอบอุ่นเท่านั้น ฉันคิดว่าพักห้องเล็กๆ กับคุณ ฉันคงได้ทั้งสองอย่าง"
 
...
ระหว่างนั่งอยู่บนรถ เธอไม่พูดอะไรอีกเลย ได้แต่มองไปยังหน้าต่างตลอดเวลา
ทำไมดวงตาของเธอตอนนี้ถึงได้เศร้านัก
เธอหันมา ยิ้มกับผม “นั่งมองหน้าฉันทำไมเหรอ”
ผมสะดุ้งเล็กน้อย “เอ่อ ผมกำลังมองดวงตาของคุณอยู่”
“ดวงตาของฉัน”
“ใช่ ผมว่ามันสวยมากเลยนะ มันไม่ควรจะมีน้ำตาในนั้น”
เธอยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ปนความเศร้าจากดวงตา .
 
ผมไม่ควรจะถามอะไรเธอในตอนนี้
ราทุกคนล้วนผ่านความเศร้ามามากมาย ฉันกับเธอคงไม่ต่างอะไรกัน
 
(ติดตามตอนต่อไป)
 
.

เวลาที่เปลี่ยนแปลงคน

posted on 05 Aug 2011 11:40 by smobook

เวลาที่เปลี่ยนแปลงคน

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ ๘ ปีที่แล้ว ผมไม่แน่ใจตัวเลขเท่าไรนัก อาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านี้นืดหน่อย
ผมมีโอกาสได้รู้จักผู้หญิงคนหนึ่งด้วยความบังเอิญ

หลังจากที่ได้รู้จักกัน เราก็กลายเป็นเพื่อนกัน 
เธอมีชีวิตที่ไม่ต่างไปจากวัยรุ่นทั่วๆ ไป ชอบการดูหนัง ช๊อบปิ้ง
และก็เช่นกัน เธอก็พร้อมจะร้องไห้ได้ในทุกเหตุการณ์เลวร้ายไม่ว่าเล็กหรือใหญ่แค่ไหน

 

วันนี้ผมมาพบกับเธอด้วยความบังเอิญอีกครั้ง หลังจากที่เราไม่ได้ติดต่อกันเลย นานกว่า ๕ ปี
เราลืมกันไปเลยจริงๆ ต่างคนต่างมุ่งหน้าสู่ทางที่ตัวเองเลือกและก็ห่างหายกันไป
จนมิตรภาพที่เรามีนั้นตกขบวนไป 

 

เธอส่งข้อความมาทักทาย
ผมส่งข้อความทักทายกลับไป ก่อนที่จะนำไปสู่การสนทนาอื่นๆ

 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมแปลกใจมากก็คือ "จังหวะความคิดของเธอเปลี่ยนไป"
เป็นจังหวะที่นุ่มและลึกในความคิด

 

ทุกสิ่งที่เธอเขียนได้ผ่านการคิดมาเป็นอย่างดี
การเชื่อมโยงเหตุและผลของเธอ ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

เวลาที่ผ่านไประหว่างที่เราไม่ได้ติดต่อกัน เกิดอะไรขึ้นกับเธอ
เธอคงได้พบและเข้าใจอะไรบางอย่าง
ได้เรียนรู้สังคมในมุมอื่นๆ มากขึ้น 

.

ตัวผมก็เช่นกัน
ชีวิตที่ผ่านมาของผม มีจุดเปลี่ยนใหญ่ๆ อยู่สามอย่าง คือ

(๑) ผมได้พบอาจารย์ท่านหนึ่ง
(๒) ผมได้พบหนังสือเล่มหนึ่ง
(๓) ผมได้ตัดสินใจอะไรใหญ่ๆ อย่างหนึง

 

จากนั้นชีวิตและเส้นทางผมก็เปลี่ยนไป จนเป็นผมในทุกวันนี้
ผมเชื่อนะครับ ว่าชีวิตคนเรา ต้องมีจุดเปลี่ยนกันทุกคน
เพียงแต่ว่าจะมาตอนไหน และจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน

 

การได้กลับมาพบกับเพื่อนเก่าอย่างเธอ
ได้เห็นการเติบโตทางความคิดของเธอ
ทำให้ผมรู้ซึ้งและเข้าใจ คำว่า 'กาลเวลา' มากขึ้น

เวลา  ประสบการณ์ ความสามารถในการเรียนรู้ ของมนุษย์
จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเสมอๆ
หากเราเรียนรู้กับเวลาที่ผ่านไป

 

วิษณ์ (บอย)
บันทึก ๓ สิงหาคม ๒๕๕๔

หนังสือก็มี Teaser !!

posted on 12 Jul 2011 14:52 by smobook
 
ใครหว่าหนังสือไม่มี Teaser !!

Teaser: 'อ่านนอกเวลา' : by วิษณ์ (บอย)
หนังสือที่นักเรียนและนักศึกษาไ​ทยควรอ่านที่สุด
แล้วชีวิตการเรียนของคุณจะเด้งเ​ด้ง!

สำนักพิมพ์ springbooks
 

COMING SOON


ost. poet in the pit - sonicyouth


งานล่อเลี้ยงวิญญาณ

posted on 17 Jun 2011 22:10 by smobook

งานล่อเลี้ยงวิญญาณ

 นั่งมองผู้ชายวัยกลางคน นั่งทำงานอยู่ในร้านแมคโดนัล
ผมนั่งนึกถึงตัวเอง ถึงคนใกล้ตัว ถึงใครอีกหลายๆ คนที่ผมได้รู้จัก ที่เขาแต่ละคนกำลังทำงาน

งานสำหรับผมมีสองประเภท คือ
งานที่หล่อเลี้ยงกาย
และงานที่หล่อเลี้ยงวิญญาณของตัวตน

หลายๆ คนที่ผมรู้จัก โชคดีที่งานทั้งสองประเภทนี้เป็นงานเดียวกัน
...

ผมเชื่อว่าเราไม่สามารถหลอกตัวเองได้ตลอดเวลาหรอกว่า
สิ่งที่เราทำอยู่นั้นสร้างความสุขให้กับเราได้จริง
หากไม่มันเป็นตามนั้นวันหนึ่งเราจะต้องรู้สึกเชื่อง รู้สึกช้า และรู้สึกเฉา กับสิ่งที่ไม่จริงนั้น 

หากผมพอจะแนะนำใครได้บ้าง (แต่มิบังอาจ)
ผมอยากจะบอกให้เขาหรือใครคนนั้น ลองปลูกต้นไม้สักต้น

เฝ้ามอง ดูแลจนต้นไม้นั้นเติบโตและงอกงาม
ต้นไม้นั้น (หรือพืชนั้น) จะมีชีวิตได้กี่วัน
ก็ขอให้เป็นไปตามเงื่อนไขทางธรรมชาติ

ดูการเติบโต
ดูการเสื่อมสลาย
และย้อนมองดูตัวเอง

 วิษณ์ (บอย)
@ สิบเจ็ดมิถุนายนสองห้าห้าสี่ 

สิ่งที่เคลื่อนไหวในดวงตา
 
สิ่งที่ดีที่สุด คือ การนั่งหายใจอย่างรู้จังหวะ ปลดปล่อยความกังวลให้เจือจางไปกับธรรมชาติอันกว้างใหญ่และกว้างไกล ชี
 
วิตที่ผ่านเรื่องราวในแต่ละวันมักพัวพันกับความสุข ความเศร้าคละกันไป มนุษย์อาจจะเป็นสิ่งเล็กๆ สิ่งหนึ่งที่มีความใหญ่ของขนาดความคิดที่ไม่สิ้นสุด ไปแตะขอบจักรวาลได้โดยจินตนาการ กลับในอีกมุมมนุษย์ก็ยังสามารถดึงตัวเองลงจุดที่เล็กที่สุด นำความทุกข์เศร้า ผิดหวังกัดกินจิตใจของตนเอง
 
ความยิ่งใหญ่อย่างขอบจักรวาล ความทุกข์ระทมที่กัดกินวิญญาณ ล้วนสร้างขึ้นจากตัวมนุษย์ด้วยกันเอง หากเพราะมนุษย์เราคิด จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายบนเอกภพนี้
 
ไม่คิด ไร้เดียงสา ในวัยแรกเริ่ม จบจนเติบโตมามีความคิดดีๆ มากมาย ซับซ้อนล้ำลึก และมนุษย์หลายคนก็หยุดและหลงเพียงแค่ตรงนี้ แต่มีมนุษย์อีกจำพวกทะลวงภาพลวงตาเหล่านั้น เพาะบ่มจนเข้าสู่วัยเจริญทางวิญญาณ ได้ย้อนกลับไปสู่วัยเริ่มต้น มองสิ่งต่างๆ ด้วยสายตาแบบเด็กอ่อน จึงได้เห็นได้เข้าใจความเป็นไปอย่างแท้จริงของโลกและสิ่งมีชีวิตต่างๆ โดยเฉพาะของมนุษย์เอง
 
ความรักคือของจริง
ความเกลียดคือของจริง
ความชั่ว ความดีก็คือของจริง
ทุกความรู้สึกการกระทำ ณ ขณะนั้น ล้วนคือความจริง
 
การย้อนอดีตและมองอนาคตนั้นล้วนไม่จริง
แม้อดีตจะคือของจริงที่เคยเกิด แต่มิได้เป็นของจริงในตอนนี้
อนาคตแม้แน่นอนว่าจะเกิด แต่ก็ไม่ใช่ของจริง ณ ตอนนี้เช่นกัน
 
 
มนุษย์ล้วนเอาตัวเองเข้าไปในสิ่งที่ซับซ้อน เรียกร้องหาความสมบูรณ์ทุกรูปแบบ หากแต่ลืมสัญชาตญาณดั้งเดิมจนหมดสิ้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือมายาที่แสนสาหัสของการเรียนรู้บนโลกนี้ ทำให้ชีวิตมีช่วงแบ่งเวลาที่แสนตื้นและดูสั้นนัก
 
 
หาตัวตนไม่พบ ก็ยากที่จะหาวิญญาณของตนพบ
ตัวตนชัด วิญญาณจะปรากฏ
ตัวตนไม่ใช่สิ่งล้ำลึก
วิญญาณไม่ใช่สิ่งซ่อนเร้น มีอยู่รอการค้นพบ
 
มนุษย์และความเชื่อมโยงทางลึกของวิญญาณ
คือพื้นที่ว่างไร้สีในห้วงอวกาศ
สุขทุกข์ไม่มีเกิด
ความธรรมดาคือความจริง
 
 
วิษณ์ แทนบุญ (บอย)
@ ชีวิต

 ไพเราะจนน้ำตาซึม

"เพลงนี้ ใครเหงา ใครเศร้า ใครแอบรักใครอยู่ ฟังแล้วระวังน้ำตาซึมนะครับ!! - ผมเตือนด้วยความหวังดี" title 'ฉันยังคงเดิม'
ภูมิ KICK KICK (กลอง)
เนส (เบส)
ฉลาด FLYING STRAPS (กีต้าร์)
ก้อง โคเบน (กีต้าร์)

 

วันที่มีค่า

posted on 23 Apr 2011 19:34 by smobook
 
วันที่มีค่า - แดน อภิเชษฐ์
เพลงประกอบหนังสือ 'เมื่อฉันได้ยินความรัก'
โดย วิษณ์ แทนบุญ (บอย)
click ฟังเพลง วันที่มีค่า : http://www.youtube.com/watch?v=Rn2Tc9AcJEw
 

 

จด-ฮ่องกง-ยี่สิบสองเมษา
ตอน: เรื่องหินหิน 
 
นั่งอ่านหนังสือและมองอยู่นาน จึงตัดสินใจเดินลงไปบริเวณชายหิน (ไม่ใช่ชายหาด) ลงไปสังเกตใกล้ๆ เห็นกระแสน้ำและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ มากมายตามซอกหินเหล่านั้น
 
 
ผมเดินเหยียบหินไปทีละก้อน ลัดเลาะไปเรื่อยๆ ตามทางที่สามารถไปได้หินบางก้อนที่ไม่แข็งแรง พลิกไปตามแรงเหยียบของผม ทำเอาสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ๋ที่พักอยู่แถวนั้นแตกกระเจิง

 
'การเดินทางของชีวิต' บางครั้งการเดินของเราก็อาจจะไปกระทบต่อการดำเนินชีวิตของคนอื่นเป็นธรรมดkตลอดการก้าวเดินของผม ได้รู้จักและได้พบปะกับผู้คนมากมาย บางคนผมก็น่าจดจำเก็บไว้เป็นภาพมิตรภาพที่ดีบางคนผมก็เพียงพบเจอและจากลา

.
แต่เราก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่า การเดินของเรานั้นได้ไปทำให้ใครรู้สึกไม่สบายใจหรืออึดอัดใจบ้างไหม ?

การเดินบนก้อนหิน บางครั้งเราไม่รู้เลยว่าหินก้อนไหนจะรับน้ำหนักของเราได้มั่นคง

บางก้อนดูแข็งแรง แต่พอเหยียบไปกลับกลิ้งไปตามแรงของเรา

แน่นอนหินไม่ไม่อุปสรรคของการเดิน เพราะมันมีและเป็นแบบนั้นอยู่แล้วเพียงแต่เราต้องยอมรับว่าการก้าวเดินของเราแต่ละครั้ง มันก็ต้องมีโชคชะตาปะปนบ้างเป็นธรรมดา

ขออภัยเพื่อนพ้องมิตรทุกคน
หากการเดินของผม
ไปกระทบการเดินและทำให้ใครไม่สบายใจ

ด้วยความเคารพรัก

วิษณ์ (บอย)
๒๒ เมษายน ๒๕๕๔ 

 

จด- ฮ่องกง-สิบเมษา

posted on 10 Apr 2011 22:18 by smobook

 

จด- ฮ่องกง-สิบเมษา
ตอน: ถนนของดวงดาว

 

วันนี้เป็นวันแรกที่ผมออกเดินทางท่องเที่ยวในฮ่องกงคนเดียว 'Museum of Art' เป็นสถานที่แรกที่ผมเลือกไป เดินดูงานศิลปะในบรรยากาศที่เงียบงัน ทั้งตัวอักษรจีนโบราณ ภาพวาดปลายพู่กัน และงานศิลปะแขนงอื่นๆ ความงาม ความประณีตต่างๆ ผ่านเข้ามาในความรู้สึกผม ทำให้ 'ความเงียบงัน' ในตอนแรกกลับกลายเป็น 'ความเงียบเหงา' ทันที

ย้ายตัวเองออกไปนั่งยังบริเวณที่พักชั้นสี่ของตัวตึก มานั่งทบทวนกับคำว่า 'เหงา' จึงได้ข้อสรุปมาหนึ่งอย่างนั้นคือ

"ความเหงาเกิดได้สองทาง หนึ่งไม่มีใครให้คิดถึง และสองคิดถึงใครบางคน"
ส่วนของผมน่าจะเป็นกรณีหลัง...

มองผ่านกระจกบานใหญ่ เห็นตึกสูงเรียงรายมากมาย มีทะเลใหญ่คั้นผมและตึกเหล่านั้น ภาพตึกที่เห็นคับคล้ายคับคลาว่าผมเคยเห็นที่ไหน ที่แท้ก็เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทุกคนต่างมาเยี่ยมเมื่อมาเยือนฮ่องกง 'Avenue of star' : ถนนสายดวงดาว มันอยู่หลัง 'Museum of Art' เองหรือ ? ผมเพิ่งรู้ !

ระหว่างทางเดินถนนสายดวงดาวแห่งนี้ ผมไม่สนใจลายมือหรือลายเซ็นต์ดาราคนไหนเลย ตรงไหนคนมุงถ่ายรูปกันเยอะๆ ผมจะลองเดาชื่อดวงดาวดวงนั้นมาสามชื่อเสมอ คือ เฉิ่นหลง เจ็ตลี หรือไม่ก็ บรูซลี และผมก็มักทายถูกเสมอ (ความจริงผมก็รู้จักแค่สามคนนี้แหละครับ)

ผมมีเพื่อนที่เป็นดวงดาวและที่กำลังจะเป็นดวงดาวหลายคน ผมเห็นได้เลยว่า เขา/เธอ เหล่านั้นล้วนมีประกายและส่องแสงได้ตั้งแต่ก่อนที่จะเป็นดาวเสียอีก แสงแห่งฝัน แสงแห่งความรัก และแสงแห่งความพยายาม

ระหว่างทางเดินบนถนนดวงดาวนี้ มีนักศึกษาสามคนเดินมาขอทำแบบสอบถาม ผมตอบกลับไปว่า "ผมมีความรู้เรื่องดาราน้อยมาก" ผมไม่ได้กระแดะแต่ผมมีความรู้เรื่องดาราน้อยมากจริงๆ  แต่พวกเธอก็ตื้อและขอถามผมแค่คำถามเดียว "ดาราที่คุณชื่นชอบและอยากเจอที่สุดคือใคร ?" ผมตอบไปสั้นๆ ว่า "โทนี่ จา" (จา พนม) เธอทั้งสามร้องอุทาน "โอ้วววว I love him" ใช่ครับผมรู้ว่าพี่จา พนมผมดังมากที่นี่ และพวกเธอก็ควรหยุดตื้อและถามผมได้แล้ว ไม่งั้นผมจะบอก I love you นะ.... เหมือนพวกเธอรู้ กล่าวคำขอบคุณแล้วโบกมือลาจากกัน

บรรยากาศเริ่มมืด
ดวงดาวบนฟ้าเริ่มส่องแสง
ดวงดาวบนพื้นก็ยังส่องประกาย
 

วิษณ์ (บอย)
@ ถนนดวงดาว สิบเมษายน